Fic

[FanFic]SoulMate[Sebas x Ciel] ep 1

posted on 15 Jul 2009 20:11 by jindavil in Fic

เอาฟิคมาลงต่อแม้จะไร้ซึ่งการคอมเม้น!! ลงต่อไป...ย๊าก!!! 

ไม่ค่อยปลื้ม exteen ก็ต้องที่ต้องคอยจัดหย้าใหม่ทั้งหมดนี่แล ฮือ..

 _________________________________________________________________________________________________

 

ผืนดินแตกระแหงหยาบกร้านแห้งแล้งกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ต้นไม้ริมทางเป็นเพียงซากไม้สูงตระหง่านที่เรียงรายอยู่ ชายหนุ่มร่างสูงสง่าก้าวเดินอย่างมั่นคง ภายใต้รองเท้าส้นเข็มที่ทิ่มแทงผืนดินแห้งแล้งนั่นไว้ ทว่าวงแขนแข็งแกร่งมิได้ว่างเปล่า กลับโอบอุ้มร่างเล็ก ๆ น่าเอ็นดูราวตุ๊กตาแก้วบอบบางแนบแผ่นอกกว้างไว้อย่างอ่อนโยน ดวงตาดุดันราวพยัคฆ์ร้ายในป่าไพรกำลังทอดมองมายังร่างเล็ก ๆ ในอ้อมแขนด้วยสายตาที่ดูเสมือนดั่งแววตาของสัตว์ร้ายยามเมื่อได้เหยื่อชั้นดีที่แสนถูกใจไว้ในอุ้มมือ มุมปากนั้นยกขึ้นสูงจนเห็นปลายเขี้ยวแหลมคมเล็ก ๆ ที่โผล่พ้นออกมา ใบหน้าที่แตกต่างจากร่างที่เป็นดั่งภาพมายานั้นหล่อเหลาอย่างร้ายกาจสมดั่งความเป็นปีศาจ...หากเรียกให้ถูกตามตำแหน่งคงต้องกล่าวว่า สมดั่งความเป็นว่าที่ซาตาน เสียมากกว่า ชายผ้าสีดำสนิทสะบัดพริ้วตามแรงลม ร่างนั้นยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงไปตามทางเดินที่แตกระแหง...

...สิ่งที่รับรู้คือความมืดมิด...สิ่งที่รู้สึกคือความว่างเปล่า...
...ความตายมันคงเป็นเช่นนั้น....แต่ เขาไม่ได้ตายเช่นดั่งคนปกติ...
..... วิญญาณหาได้เป็นอิสระไม่...แล้วทำไม..ถึงยังรู้สึก.......
.....ถึงความมืดมิดรอบกายเช่นนี้อยู่ละ....
เปลือกตาบางตอนนี้มันกลับหนับอึ้งเป็นกิโล แพรขนตาหนายาวงอนสวยงามกระพริบถี่ ๆ ก่อนเปลือกตานั้นจะลืมตื่นขึ้นอย่างง่วงงุน นัยน์ตาฉ่ำเยิ้มสีครามบริสุทธิ์ถึงเวลาเผยให้ยลโฉมความงามของมันอีกครา...หลังจากหลับใหลมานานราวเดือนเศษ...สิ่งที่เห็นรอบข้างคือห้องขนาดใหญ่ที่ตนนอนอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์ เสาร์ของเตียงขนาดใหญ่ทั้งสี่มุมสีดำสนิทถูกแกะสลักอย่างงามวิจิตรด้วยลวดลายของงูขนาดใหญ่ที่เลื่อยพันวนรอบและพาดพันด้วยผืนผ้าแพรบางเบาเป็นม่านบาง ๆ สีดำเจือจาง ร่างบอบบางหมุนเอี้ยวเอียงคอดูสิ่งอันไม่คุ้นตารอบกายโดยหารู้ไม่ว่าพฤติกรรมแสนน่าเอ็นดูดังกล่าวอยู่ในสายตาของเจ้าของห้องอยู่ตลอดเวลา...ร่างของชายหนุ่มในเงามืดยกยิ้มมุมปากขึ้นสูงและก้าวเดินอย่างแผ่นเบาไปยังเหยื่อตัวน้อยที่ยังไม่รู้ถึงภัยคุกคามใกล้ตัว ชายหนุ่มเอื้อมมือไปปิดดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยเอาไว้ แล้วออกแรงดึงเบา ๆ ให้ร่างเล็กราวตุ๊กตาตัวน้อยตรงหน้า เซถลาลงมาแนบแผ่นอกกว้าง ร่างที่โดนจูโจมอย่างเฉียบพลันอุทานเสียงหลง
“หวา!” แทบในทันทีที่วงแขนแกร่งได้โอบกอดร่างเล็ก ๆ ในวงแขนชายหนุ่มซุกใบหน้าลงข้างใบหูกลมนิ่มเล็ก ๆ น่าเอ็นดูก่อนจะเลียเล็มใบหูนั้นเบา ๆ
“อื้ม!...ไอ้บ้า!! ป..ปล่อยนะ!!” คนตัวเล็กแผดเสียงร้องกร้าวในขณะที่ดิ้นขรุขระอยู่ในวงแขนแข็งแกร่งราวคีมเหล็ก สิ้นเสียงโวยวายของคนตัวเล็ก ชายหนุ่มยอมคลายวงแขนลงเหลือไว้เพียงการโอบกอดและมือที่ปิดตาของร่างเล็ก ๆ เอาไว้อย่างหลวม ๆ
“แก....เป็นใคร ต้องการอะไร” เสียงหวานของคนตัวเล็กข่มขู่คนที่เหนือกว่าอย่างไม่เกรงกลัว
“ตัวคุณ...ทุกอย่าง ทั้งชีวิต..และวิญญาณ ให้ผมได้รึเปล่าล่ะครับ..นายน้อย” เสียงแหบพร่ากระซิบทุ้มต่ำที่ข้างหูทำเอาขนอ่อนบริเวณแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นลุกชัน ใบหน้าแดงซ่านเพราะไอร้อนระอุที่กระทบใบหูจนร้อนผ่าว
“เซบาสเตียน?...”เสียงลงท้ายขึ้นสูงด้วยความไม่แน่ใจ
“ครับ” เมื่อเอ่ยนามได้ถูกต้องชายหนุ่มเจ้าของนามนั้นจึงจำใจต้องปล่อยร่างเล็กในอ้อมแขนของตนออกเสีย...ถึงแม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้างก็ตาม เจ้าของเรือนผมสีครามหม่นหมองเอี้ยวเอียงคอหันมองผู้อยู่ข้างหลังที่บัดนี้ยกยิ้มขึ้นสูงเฉกเช่นทุกคืนวัน แต่คงเป็นเพราะร่างดังกล่าวอยู่ในสภาพอันไม่คุ้นตาร่างเล็ก ๆ นั่นจึงรู้สึกเกร็งและได้เผลอแสดงอาการนั้นออกมาถึงแม้จะเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายที่เฝ้ามองเขาอยู่ตลอดเวลานั้นสังเกตเห็นได้ไม่ยากเย็น...
“ดูท่าว่านายน้อยจะไม่ชอบร่างจริงของผมสักเท่าไหร่นะครับ...อ้ะ..ไม่สิคงเพราะ ไม่ชินมากกว่าละมั้งครับนี่”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นปิดดวงตาทั้งสองข้างนั่นไว้ “อย่าแอบมองนะครับ...นายน้อย” สิ้นเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบแผ่วเบาข้างหู แรงลมวูบหนึ่งหมุนวนรอบกายของชายหนุ่มเพียงชั่วพริบตาร่างดังกล่าวก็แปรเปลี่ยนเป็นร่างของบุรุษผู้หนึ่งอันแสนคุ้นเคยมือใหญ่ภายใต้ถึงมือผ้าสีขาวเนื้อดีเคลื่อนออกจากการบดบังดวงตาคู่นั้นเสีย...
“แบบนี้คงชอบมากกว่าสินะครับ”
“แกจะปั้นหน้ายังไงมันก็เรื่องของแก...นี่แกพาฉันมาที่ไหนกัน” นัยน์ตาสีครามสวยสดดั่งอัญมณีหายากยิ่งเช่นบลูไดร์ม่อนกร้านเกี้ยวด้วยแรงโทสะแต่ทว่าน้ำเสียงยังคงไว้ซึ่งความเรียบสงบเหมือนเก่า
“ยมโลกครับ” คนฟังส่งสายตาดุดันไปให้แทบทันทีที่ได้ยินประโยค
“ส่วนไหนของยมโลก...”
“คฤหาสน์ของขุนนางคนหนึ่งของทางโลกทางนี้น่ะครับ”
“จะบอกว่า แก เป็นขุนนางงั้นละสิ” น้ำเสียงหวานแข็งกระด้างจากร่างเล็กของผู้เป็นนายส่งผลให้คนรับใช้ถอนหายใจเบา ๆ
“พูดจากไม่สุภาพเอาซะเลยนะครับ...ทั้ง ๆ ที่ผมเคยสอนไปแล้วแท้ ๆ” นิ้วยาวใต้ถุงมือสีขาวแตะไปบนริมฝีปากนิ่มสีสดใสของร่างเล็กตรงหน้าที่กระเถิบออกห่าง...นัยน์ตาสีแดงเพลิงของสัตว์ร้ายตรงหน้าปลุกปั่นสัญชาติฌานความกลัวให้พุ่งขึ้นสูง... ร่างสูงแกร่งผละจากไปก่อนเคลื่อนไปหยิบขนมชิ้นเล็กใกล้ ๆ ที่ตนพึ่งได้อบมันเอาไว้ก่อนหน้านี้ กลิ่นหอมคละคลุ้งอบอวลส่งผลให้กระเพาะไม่รักดีของเด็กชายร่างบอบบางส่งเสียงควรคราง ผู้เป็นพ่อบ้านยิ้มเยือกเย็นอย่างเอ็นดู... คนเป็นนายค้อนใส่ก่อนกระชากเสียงห้วนถาม
“อย่ามาทำนอกเรื่อง เซบาสเตียน เจ้าของบ้านนี้อยู่ไหน” สรรพนามเปลี่ยนจากคำไม่สุภาพเป็นชื่อเสียงเรียงนามของพ่อบ้านหนุ่ม.. ดูท่าว่าร่างเล็ก ๆ นี้คงจะหวาดกลัวอยู่กระมังถึงได้ยอมเรียกชายหนุ่มในแบบปกติแต่โดยดี..
“อยากรู้จริง ๆ เหรอครับ..นายน้อย” เซบาสเตียนโค้งกายลงต่ำ ยิ้มถามอย่างเยือกเย็น สายตาดุดันข่มขู่ ทำเอาร่างของผู้เป็นนายกระตุกเกร็ง...
“ถ้ายังขี้สงสัยไม่เลิกราแบบนี้ ผมจะไปลากเอาซากพวกมันออกมาให้นายน้อยดู ดีไหมละครับ” คนฟังหายใจกระตุกใบหน้าหวานซีดเซียวด้วยความหวาดกลัว..แม้จะรู้ดี คนตรงหน้าเป็นปีศาจร้าย...แต่ปีศาจที่เข่นฆ่าแม้แต่พวกเดียวกัน...แบบนั้นมัน!!
“คุณคงจะหิวแย่แล้ว...รีบทานมันก่อนมันจะเย็นไปมากกว่านี้เถอะนะครับ”ปีศาจร้ายในคราบพ่อบ้านพูดตัดบท มือใหญ่ส่งชิ้นเค้กที่ถูกตัดแบ่งไว้บนกระเบื้องลวดลายงามให้ร่างเล็ก แต่ทว่าเวลาผ่านไปกว่าสิบนาทีเจ้านายตัวน้อยยังคงไม่รับมันไปเสียที..
“จะทานมันดี ๆ ไหมครับ” นัยน์ตาสีโลหิตทอดมองมองร่างดื้อรั้นเอาแต่ใจด้วยสายตาไม่เป็นมิตร สายตาของผู้ล่ายามใกล้จะสังหารเหยื่อ รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาบันนี้ได้จางหายไป มือใหญ่กระชากข้อมือเล็กบางนั้นไว้ก่อนยัดเยียดจานเค้กเจ้าปัญหานั้นให้...
เพล้ง!!
แทบในทันทีที่มันถูกส่งมา มือนั้นก็ขว้างปามันทิ้งอย่างไม่ใยดี แต่ความเอาแต่ใจก็ต้องจบลงแต่เพียงแค่นี้เมื่อพ่อบ้านหนุ่มคว้าเอาลำคอเรียวระหงเอาไว้ด้วยมือเพียงมือเดียวก่อนจะเหวี่ยงร่างนั้นขึ้นกลางเตียงนุ่มขนาดใหญ่
ชายหนุ่มขึ้นคล่อมทับร่างบางแสนอ่อนแอนั้นไว้
“จะฆ่าก็ฆ่าเลยสิ!!”
“เรื่องไร้สาระพรรค์นั้นผมไม่ทำหรอกครับนายน้อย...อย่างคุณน่ะเก็บไว้ทรมานเล่น ๆ ไม่ดีกว่าเหรอครับ”
สิ้นคำกล่าวแสนโหดร้ายของชายหนุ่ม ใบหน้าคมซุกไซร้ขบกัดโดยแรงจนเกิดแผลบริเวณลำคอเรียวสวย มันปริแตกแยกออกจนเลือดสด ๆ ไหลริน ลิ้นร้อนไล้เลียของเหลวนั้นไว้ด้วยความยินดี..ร่างเล็กกระตุกเกร็งด้วยความเจ็บปวดแสนสุดจะทานทน
...โลหิตนี้หอมหวานกว่าผู้ใดที่เคยได้ลิ้มลอง...
“ปล่อย!! เซบาสเตียนฉันบอกให้นายหยุดเดี๋ยวนี้” ขอบตาร้อนผ่าวหยาดน้ำอุ่นร้อนคลออยู่เต็มหน่วงตา...เสียง
สะอื้อเบาแผ่นดังขึ้นเบา ๆ เล็บคมยาวสีดำสนิทของชายหนุ่มจิกแน่นลงไปใต้เสื้อตัวบาง จิกลึกลงไปบริเวณเอวเล็ก กระทั่งโลหิตสีแดงคาวคลุ้งไหลออกมาเป็นสาย
...เสียงสะอื้อควรคราง..ไพรเราะแว่วหวานผู้ใดที่เคยได้ยิน...
“อ...อึก...ปล่อย เจ็บ เซบาสเตียนฉันเจ็บ!!”
ต่อให้ดื้อรั้นเสียเพียงไร...ร่างนี้ก็ยังคงเปราะบางนัก...
แรงผลักดันสุดชีวิตแต่ทว่ามันช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มแย้มยิ้มก่อนหยุดการกระทำทั้งหมดไว้ เพ่งพินิจทอดมองร่างของคนอ่อนแอข้างใต้ซึ่ง ณ เวลานี้สั่นสะท้านด้วยความกลัว เสียงสะอื้อไห้ด้วยความหวาดหวั่นดังขึ้นอย่างเงียบ ๆ ชายหนุ่มถอนหายใจยาวโอบเอาร่างเล็กสั่นสะท้านนั้นขึ้นมานั่งบนตัก กดศีรษะของร่างนั้นลงบนแผ่นอก ลูบไล้เรือนผมนุ่มละเอียดมือดั่งเส้นไหมนั้นไว้อย่างแผ่วเบา
“อย่าคิดจะหนีไปจากผมเชียวนะครับนายน้อย....ถ้าคุณหนีผมขึ้นมาละก็...ผมจะทรมานคุณชนิดที่เรียกว่าอยากจะตายก็ตายไม่ได้เชียวแหละครับ” ทุ้มเสียงนั้นฟังดูอ่อนโยนรอยยิ้มจากชายหนุ่มเองก็เช่นกัน แต่วลีที่เอ่ยออกมากลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
“ช่วยทานมันสักหน่อยเถอะนะครับ...ไม่งั้นถ้าเกิดคุณต้องมาตาย โดยที่ผมได้ใช่คนที่ฆ่าคุณเองหละก็..ผมคงรู้สึกหงุดหงิดน่าดู” กล่าวจบชายหนุ่มหยิบยื้อชิ้นเค้กที่ตัดเตรียมไว้มาจ่อตรงริมฝีปากสีสดใสรออยู่นานโดยไม่มีท่าทีว่าร่างตรงหน้าจะยอมกินมันลงไปเสียที
“ฉันไม่อยากจะกินของที่ฆาตกรทำให้ คนที่ฆ่าพวกเดียวกันได้ลงอย่างนาย”
“ฮะ ๆ ๆ พวกเดียวกัน ผมไม่เคยนับเศษสวะอย่างพรรค์นั้นมาเป็นพวกหรอกนะครับ” คนฟังค้อนใส่มือเล็กทั้งสองข้างกดตรงปากแผล..ดูถ้าแผลนี้คงจะลึกน่าดูเชียว
“ถ้ายังดื้ออยู่อีก...ผมจำใจต้องใช้กำลังนะครับ” ร่างเล็กบอบบางจำใจต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีเลี่ยง...
“แค่กินให้มันหมด ๆ ก็จบแล้วสินะ!!” ริมฝีปากอิ่มนุ่มชุ่มชื่นเผยอออก เจ้านายตัวเล็กกัดกินเค้กที่พ่อบ้านหนุ่มถือไว้ให้...กลิ่นหอมของเค้กปะปนกับกลิ่นคาวเลือดที่ยังคงซึมไหลออกมาจากปากแผล...เค้กชิ้นนี้หอมหวานอย่างน่าประหลาด หอมจนเวียนหัว หอมจนตาลาย...
“นี่แกใส่อะไรลงในเค้กนี่กัน...”
“ไม่ต้องห่วงครับ แค่มนต์วิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ อะไร ๆ มันจะได้ง่ายขึ้น....อ้ะ...สลบไปซะแล้ว” ยังไม่ทันที่จะฟังจบประโยคร่างนั้นก็สลบลงบนอ้อมแขนของเขาเสียแล้ว...
“ต้องใช้เลือดของคุณเยอะหน่อย...ต้องขออภัยด้วยนะครับนายน้อย...จบเรื่องแล้วผมจะเตรียมของบำรุงอย่างดีให้นะครับ คิคิ” นัยน์ตาสีโลหิตชุ่มโชกไปด้วยแรงตัณหา โอบอุ้มร่างเล็กกว่าออกจากห้องเดินไปยังส่วนที่เป็นห้องสมุดประจำบ้าน หนังสือมากมายเรียงรายอยู่เต็มชั้นไม้สีเข้มสูงท้วมหัวไปจนสุดเพดานกว้างโปร่งโล่ง หน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ใสสะอาดตาโล่งโปร่ง ผ้าม่านสีเลือดหมูถูกผูกเก็บไว้ด้านข้าง เช่นนี้เองแสงจันทราส่องสว่างจึงสาดส่องมาอย่าเต็มที่เข้ามาในห้องขนาดใหญ่นี้
ชายหนุ่มในชุดสีรัตติกาลวางร่างเล็กในอ้อมกอดลงบนพื้นหินขัดแวววาบสะท้อนกับแสงจันทร์ ก่อนจะถกชายเสื้อของร่างเล็กที่สลบไม่ได้สติขึ้นสูง ฟันขาวสะอาดกัดเอาถุงมือผ้าสีขาวปลอดของตนออก มือใหญ่เปลือยเปล่าแตะสัมผัสไปบนหน้าท้องขาวเนียนสะท้อนแสงจันสุกสว่างจนดูราวกับจะเปล่งประกาย ลูบไล้ผิวกายเรียบลื่นมือแผ่วเบา ก้มลงต่ำจรดริมฝีปากสวยของตนลงบนปากแผล ไล้เลียมันช้าๆ ลูบไล้เอาหยาดโลหิตคาวคลุ้งบนปากแผลจรดปลายนิ้วลงบนพื้นหินขัดมันปราดวาดลวดลายสัญลักษณ์ที่ประทับอยู่บนหลังมือข้างซ้ายของตนโดยมีร่างเล็กอยู่ตรงกลางสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกนั่น
“ตื่นได้แล้วครับ...นายท่าน” สิ้นสรุเสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มร่างเล็กบางทีสลบไสลอยู่พลันลืมตาขึ้นมาอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนแต่ทว่านัยน์ตาแสนงามกลับไร้ซึ่งประกายราวต้องมนต์สะกด เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตจนชุ่มอาบเรียวขาสวย
“เอาแหละ...อ่านข้อความบทกระดาษนี่ซะนะครับ” ชายหนุ่มเยื้อย่างเข้ามาใกล้ร่างที่ไร้สตินั้น มือใหญ่หยิบยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ ลายมือหวัด ๆ ทว่าเป็นระเบียบอ่านง่ายปรากฏอยู่บนกระดาษ เขานั่งชันเข่าข้างหนึ่งในขณะที่มืออีกข้างแตะไปบนแผ่นอกของตนแล้วโค้งกายลงต่ำ
“ด้วยโลหิตเหล่านี้ จงก่อเกิดพันธสัญญาฉบับใหม่อันยืนยง แม้กาลเวลาและความตายไม่อาจพรากจากข้าทั้งสองต่อหน้าดวงจันทราที่สุกสว่าง ขอดวงดาวบนผืนฟ้าทั้งมวลจงเป็นสักขีพยานต่อพันธสัญญาในครั้งนี้ ผูกด้ายแห่งโชคชะตาที่ไร้ซึ่งผู้ใดจะตัดขาด...ตราบแต่นี้แหละตลอดไป ข้าขอสั่ง เซบาสเตียน มิคาเอลิส จงอยู่เคียงข้างข้าตราบนิจนิรันดร์”
“ Yes My Lord” ฉับพลันลวดลายบนพื้นหินกลับเปล่งประกาย ห่อหุ้มร่างเล็กตรงกลางเอาไว้ก่อนจะจางหายไป ลายเดียวกันนั้นลงปรากฏบนนัยน์ตาข้างขวาเหมือนดั่งก่อน ดวงตาหรี่ปรือลงด้วยความเหนื่อยล้าก่อนจะหลับลงอีกครา ชายหนุ่มโอบร่างเล็กนั้นไว้และอุ้มออกจากห้องสมุดขนาดใหญ่เดินออกไปตามแนวทางเดินไร้แสงสว่างใด ๆ ทางเดินแสนมืดมิดแต่หัวใจกับสุกสว่างเหมือนมีดวงจันทราคอยนำทางกลางป่าไพร
จากนี้...และตลอดไป...วิญญาณนี้จะเป็นของเขาเพียงผู้เดียว...ตลอดไป....
to be con

edit @ 15 Jul 2009 20:27:47 by jin_davil[ST]

edit @ 12 Sep 2011 01:25:47 by jin_davil[ST]